คำว่า “เครื่องจักร” “อะไหล่” “อาหารเสริม” “แผ่นพลาสติก” หรือ “อุปกรณ์ไฟฟ้า” บอกได้เพียงภาพกว้าง แต่ยังไม่บอกวัสดุ ส่วนประกอบ หลักการทำงาน รูปแบบสินค้า หรือการใช้งานที่จำเป็นต่อการพิจารณาพิกัดศุลกากร
HS Code คืออะไร
Harmonized System หรือ HS เป็นระบบคำอธิบายและรหัสสินค้าระหว่างประเทศที่พัฒนาโดยองค์การศุลกากรโลก เพื่อใช้เป็นโครงสร้างกลางสำหรับพิกัดอัตราศุลกากรและสถิติการค้าระหว่างประเทศ
โครงสร้าง HS ระดับสากลใช้รหัส 6 หลัก ขณะที่ประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนใช้รหัสพิกัด 8 หลักร่วมกันในระดับประเภทย่อยของอาเซียน ดังนั้นการตรวจรหัสที่ใช้จริงจึงต้องดูทั้งโครงสร้าง HS และรายละเอียดตามระบบพิกัดที่ประเทศไทยใช้
ทำไมชื่อสินค้าอย่างเดียวจึงไม่พอ
1. ชื่อเดียวกันอาจมีวัสดุต่างกัน
คำว่า “ภาชนะ” อาจทำจากพลาสติก เหล็ก อะลูมิเนียม แก้ว หรือวัสดุผสม ซึ่งแต่ละวัสดุอาจอยู่ในโครงสร้างพิกัดต่างกัน
2. รูปร่างคล้ายกัน แต่หน้าที่หลักต่างกัน
อุปกรณ์ที่มีรูปลักษณ์คล้ายกันอาจทำหน้าที่วัด ควบคุม กรอง สูบ ตัด หรือส่งกำลังต่างกัน หน้าที่หลักและหลักการทำงานจึงเป็นข้อมูลสำคัญ
3. สินค้าอาจเป็นของสำเร็จรูป ชิ้นส่วน หรือวัตถุดิบ
ชิ้นส่วนที่ออกแบบเฉพาะสำหรับเครื่องหนึ่ง อาจต้องพิจารณาต่างจากอุปกรณ์ทั่วไปที่นำไปใช้กับเครื่องหลายประเภท ขณะที่วัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปอาจต้องดูระดับการแปรรูปด้วย
4. ส่วนประกอบหรือสูตรผสมอาจเปลี่ยนแนวทางพิจารณา
สินค้าประเภทอาหาร เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง พลาสติก หรือวัสดุผสม จำเป็นต้องทราบส่วนประกอบและสัดส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรใช้ชื่อการตลาดเพียงอย่างเดียว
5. รุ่นเดียวกันอาจมีหลายสเปก
สินค้าชื่อเดียวกันอาจมีรุ่นย่อยต่างกันด้านกำลังไฟ ขนาด ความจุ ระบบควบคุม วัสดุ หรืออุปกรณ์ที่ติดตั้งมา จึงต้องตรวจรุ่นและ Specification ให้ตรงกับของจริง
6. การใช้งานจริงอาจไม่ตรงกับชื่อที่ผู้ขายเรียก
ผู้ขายอาจใช้ชื่อเพื่อการตลาดหรือใช้คำย่อภายในบริษัท แต่การพิจารณาพิกัดต้องอาศัยลักษณะของสินค้าและการทำงานที่อธิบายได้
ข้อมูลสินค้าที่ควรเตรียมก่อนตรวจ HS Code
ชื่อทางเทคนิค
ชื่อที่อธิบายชนิดสินค้า ไม่ใช้เฉพาะชื่อยี่ห้อหรือชื่อทางการตลาด
ยี่ห้อ รุ่น และ Part Number
ช่วยเชื่อมข้อมูลกับ Catalogue, Manual และเอกสารจากผู้ผลิต
วัสดุและส่วนประกอบ
ระบุวัสดุหลัก สูตรผสม สัดส่วน หรือชิ้นส่วนสำคัญตามประเภทสินค้า
หลักการทำงาน
อธิบายว่าสินค้ารับพลังงาน ทำงาน และให้ผลลัพธ์อย่างไร
หน้าที่หลัก
ระบุวัตถุประสงค์หลัก ไม่รวมเพียงความสามารถเสริมหรือคุณสมบัติรอง
ขนาดและสเปก
กำลังไฟ ความจุ ความหนา น้ำหนัก ขนาด หรือค่าทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง
การใช้งานจริง
ใช้ในอุตสาหกรรมใด ติดตั้งตรงไหน และทำงานร่วมกับเครื่องใด
สภาพขณะนำเข้า
สำเร็จรูป ยังไม่ประกอบ เป็นชุด เป็นชิ้นส่วน หรือเป็นวัสดุกึ่งสำเร็จรูป
กระบวนการผลิต
มีประโยชน์กับสินค้าอาหาร เคมี สิ่งทอ โลหะ พลาสติก และวัตถุดิบแปรรูป
ภาพสินค้าหลายมุม
รวมป้ายชื่อสินค้า ป้ายกำลัง ขั้วต่อ ด้านใน และบรรจุภัณฑ์เมื่อเกี่ยวข้อง
เอกสารทางเทคนิคที่ช่วยลดความคลุมเครือ
| เอกสาร | ข้อมูลที่ใช้ประกอบการตรวจสอบ |
|---|---|
| Catalogue / Brochure | ภาพสินค้า รุ่น คุณสมบัติ ฟังก์ชัน และการใช้งาน |
| Technical Data Sheet | ขนาด กำลัง ความจุ วัสดุ ค่าทางเทคนิค และเงื่อนไขการทำงาน |
| User Manual | หลักการทำงาน ขั้นตอนใช้งาน การติดตั้ง และอุปกรณ์ประกอบ |
| Material Specification / BOM | วัสดุ ส่วนประกอบ และสัดส่วนของชิ้นส่วนหรือสูตรผลิต |
| SDS | ข้อมูลสารเคมี องค์ประกอบ ลักษณะอันตราย และการจัดการ เมื่อเป็นผลิตภัณฑ์เคมี |
| Laboratory Report | ผลวิเคราะห์ส่วนประกอบ คุณสมบัติ หรือค่าที่ต้องใช้ยืนยันลักษณะสินค้า |
| Drawing / Diagram | โครงสร้าง ตำแหน่งชิ้นส่วน ระบบการทำงาน และการเชื่อมต่อ |
| Photos / Nameplate | รูปลักษณ์จริง ป้ายรุ่น ป้ายกำลัง หมายเลขสินค้า และจุดติดตั้ง |
ตัวอย่างชื่อสินค้าที่อาจคลุมเครือ
ตัวอย่างต่อไปนี้ไม่ได้ใช้ตัดสินรหัส แต่แสดงว่าควรถามข้อมูลอะไรเพิ่มก่อนพิจารณา
“Pump” หรือ “ปั๊ม”
“Plastic Film” หรือ “แผ่นฟิล์มพลาสติก”
“Machine Parts” หรือ “อะไหล่เครื่องจักร”
“Food Supplement” หรือ “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร”
ขั้นตอนตรวจสอบพิกัดเบื้องต้นอย่างเป็นระบบ
รวบรวมข้อมูลจากของจริง
เริ่มจากรูปสินค้า ป้ายรุ่น Catalogue, Manual, ส่วนประกอบ และการใช้งาน ไม่เริ่มจากรหัสที่ผู้ขายให้เพียงอย่างเดียว
ระบุลักษณะและหน้าที่หลัก
สรุปว่าสินค้าคืออะไร ทำจากอะไร ทำงานอย่างไร และใช้ทำอะไร โดยใช้ภาษาที่ตรวจสอบได้
ค้นหาประเภทที่เป็นไปได้
ตรวจคำพิกัด หมายเหตุของหมวดและตอน รวมถึงข้อมูลคำวินิจฉัยหรือแนวทางที่เกี่ยวข้อง
เปรียบเทียบคุณสมบัติกับข้อความพิกัด
ตรวจว่าข้อมูลสินค้าเข้าเงื่อนไขใด และมีข้อความหรือหมายเหตุที่ตัดออกจากประเภทใดหรือไม่
ตรวจผลกระทบที่เกี่ยวข้อง
พิจารณาอัตราอากร สิทธิ FTA ใบอนุญาต มาตรการควบคุม และข้อมูลสถิติที่อาจผูกกับพิกัด
ขอข้อมูลหรือคำวินิจฉัยเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น
กรณีสินค้าซับซ้อนหรือมีผลกระทบสูง ควรพิจารณาใช้บริการคำวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ของกรมศุลกากร
ความเสี่ยงเมื่อใช้พิกัดที่ไม่เหมาะสม
ประเมินภาษีคลาดเคลื่อน
อัตราอากรและภาษีที่เกี่ยวข้องอาจต่างจากที่คาดการณ์ไว้
ใช้สิทธิ FTA ไม่ตรงเงื่อนไข
พิกัดมีผลต่อการตรวจตารางลดภาษีและกฎถิ่นกำเนิดสินค้า
ตรวจใบอนุญาตไม่ครบ
สินค้าบางพิกัดอาจเกี่ยวข้องกับมาตรการควบคุมหรือหน่วยงานเฉพาะ
เอกสารต้องแก้ไข
Invoice, Certificate of Origin หรือใบอนุญาตอาจใช้ข้อมูลไม่สอดคล้องกัน
งานตรวจปล่อยล่าช้า
อาจต้องขอ Catalogue, Specification หรือคำอธิบายสินค้าเพิ่มภายหลัง
ข้อมูลสถิติคลาดเคลื่อน
พิกัดเป็นข้อมูลพื้นฐานของสถิติการนำเข้าและส่งออก
Checklist ก่อนส่งข้อมูลสินค้าเพื่อตรวจ HS Code
เตรียมให้ครบเท่าที่มี
SmartClear ช่วยตรวจสอบอะไรได้บ้าง
- ตรวจความครบถ้วนของรายละเอียดสินค้าและเอกสารทางเทคนิค
- ช่วยระบุคำถามที่ต้องขอข้อมูลเพิ่มจากผู้ขายหรือผู้ผลิต
- ตรวจความสอดคล้องระหว่างคำอธิบายใน Invoice, Catalogue และ Packing List
- เชื่อมข้อมูลสินค้าเข้ากับการตรวจอัตราอากร สิทธิ FTA และใบอนุญาตที่อาจเกี่ยวข้อง
- แนะนำช่องทางสืบค้นหรือการขอคำวินิจฉัยล่วงหน้าเมื่อกรณีมีความซับซ้อน
คำถามที่พบบ่อย
ใช้ HS Code ที่ผู้ขายต่างประเทศให้มาได้เลยหรือไม่?
ควรใช้เป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่ข้อสรุปทันที เพราะประเทศปลายทางอาจใช้รหัสระดับประเทศต่างกัน และรายละเอียดของสินค้าที่จัดส่งจริงอาจไม่ตรงกับข้อมูลเดิม
ค้นหาจาก Google หรือเว็บไซต์ขายสินค้าแล้วนำรหัสมาใช้ได้หรือไม่?
ไม่ควรใช้เพียงแหล่งเดียว เว็บไซต์ทั่วไปอาจไม่มีข้อมูลวัสดุ รุ่น หรือหลักเกณฑ์ของประเทศไทย ควรตรวจจากระบบและข้อมูลทางการร่วมกับเอกสารสินค้า
สินค้าเหมือนเดิมทุกครั้ง ต้องตรวจพิกัดใหม่หรือไม่?
ควรตรวจว่ารุ่น สเปก ส่วนประกอบ และลักษณะสินค้าไม่เปลี่ยน รวมถึงตรวจว่าพิกัดหรือหลักเกณฑ์ที่ใช้ยังเป็นปัจจุบัน
รูปถ่ายสินค้าอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่?
บางกรณีช่วยได้มาก แต่สินค้าเครื่องจักร เคมี อาหาร หรือวัสดุผสมมักต้องมี Catalogue, Specification, ส่วนประกอบ หรือผลวิเคราะห์เพิ่มเติม
ค้นพบรหัสในระบบคำวินิจฉัยแล้วใช้กับสินค้าของเราได้ทันทีหรือไม่?
ต้องเปรียบเทียบข้อเท็จจริงของสินค้าให้ตรงกันก่อน ระบบคำวินิจฉัยเป็นข้อมูลประกอบ และกรมศุลกากรระบุว่าข้อมูลในระบบไม่ควรใช้เป็นฐานตัดสินใจเพียงอย่างเดียว